![]() |
|
![]() |
ประวัติความเป็นมา |
|
![]() |
![]() |
![]() |
ดำน้ำในอดีต |
![]() |
| จากนั้น...ภารกิจการดำน้ำจึงเริ่มแพร่หลายมากขึ้นในทางการทหาร ตั้งแต่การดำน้ำไปตัดโซ่สมอเรือข้าศึก หรือการดำไปเจาะท้องเรือข้าศึกให้จมลงตลอดจน การนำความรู้มาสำรวจหน้าอ่าว ในการสร้างป้อมปราการ ในสมัยของพระเจ้า อเลกซานเดอร์มหาราช พระองค์ทรงให้นักดำน้ำ ดำลงไปย้ายเครื่องกีดขวางในอ่าวเมือง Tyre (Lebanon) และยังทรงดำน้ำลงไปเองอีกด้วย และทรงสามารถยึดเมืองนี้ได้ เมื่อ 332 ปีก่อน ค.ศ |
||
|
ต่อมา
นักดำน้ำในยุคเริ่มต้น ได้พัฒนาจัดตั้งศูนย์ประดาน้ำขึ้น ทางตะวันออกของทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเมื่อประมาณ
100 ปีก่อน ค.ศ. เพื่อเก็บวัตถุมีค่าใต้น้ำขึ้นมาขาย โดยการดำน้ำในครั้งนั้นมีการบันทึกไว้ว่า
ทำความลึกได้ 24 ฟุต และมูลค่า ของที่จะขายได้นั้นก็ขึ้นอยู่กับความลึกนั้นเอง
|
||
![]() |
การพัฒนาในยุคแรก
มนุษย์พยายามคิดค้นให้ การดำน้ำสามารถลงได้ลึก และอยู่ได้นานมากขึ้น ดังนั้น จึงได้มีการนำเอาอากาศลงไปหายใจใต้น้ำ ทั้งแบบต่อท่อลงไปจากผิวน้ำ และแบบเอาถุงคลุมอากาศครอบไว้ ที่ศรีษะ แต่วิธีทั้งสองนี้ไม่ได้ผลเท่าที่ควร เพราะมีนักดำน้ำตายไปเป็นจำนวนมากจากแรงกดดัน มหาศาลถึง 200 ปอนด์ของน้ำ จึงได้มีการพัฒนา เครื่องช่วยหายใจแบบถุงลม ที่สามารถพกพาลงไปใช้หายใจได้ และ สามารถใช้งานได้ดี ีอีกด้วย โดยที่ถุงหายใจนั้นจะทำมาจากหนังสัตว์ แต่ก็ยังไม่สามารถดำน้ำได้ลึกมากเท่าไร |
|
![]() |
การดำน้ำในยุคกลาง
(ค.ศ.1500-1800) เป็นความสำเร็จในยุค รอยต่อ ระหว่างการดำน้ำในยุดแรกกับยุคกลาง กล่าวคือ มนุษย์สามารถ คิดค้น Diving Bell หรือที่เรียกกันว่าเครื่องช่วยหายใจใต้น้ำ แบบระฆังคว่ำ ซึ่งทำให้นักดำน้ำอยู่ได้นานเป็น ชั่วโมง มีน้ำหนักมากและแข็งแรง ทำให้จมลงในแนวดิ่งได้ง่าย และควบคุมการขึ้นลงโดยใช้เชือก เครื่องช่วยหายใจ ชนิดนี้จะทำงานในลักษณะของการหย่อนลงไปครอบคลุม พื้นที่หรือบริเวณที่จะ ทำงานใต้น้ำนั้นเอง(เหมือนแก้วคว่ำ) โดยคิดค้นขึ้นได้ในปี ค.ศ.1531 และใช้ทำงานต่อมาอีกหลายร้อยปี |
|
|
ในปี
ค.ศ.1715
John Lethbridge ชาวอังกฤษ ได้ทำการ พัฒนาชุดดำน้ำขึ้นใหม่ เป็นแบบ เฉพาะบุคคลปิดทั้งตัวมีช่องกระจกสำหรับมอง สามารถสอดแขนออกมาทำงาน ด้านนอกได้ ทำให้ผู้ใส่ทำงานได้อย่างสะดวกขึ้น แต่ทั้งนี้ ก็ยังต้องพึ่งพาการควบคุมการขึ้น-ลง การเคลื่อนที่จากเรือ สนับสนุนอยู่นั้นเอง |
![]() |
ชุดดำน้ำลักษณะนี้ค่อนข้างประสบผลสำเร็จอย่างดี
นิยมใช้ กันอย่างแพร่หลายในแถบยุโรป และมีรายงานว่าสามารถดำ ลงไปได้ลึกสูงสุดถึง 72 ฟุต โดยอยู่ใต้น้ำได้เป็นเวลา 34 นาที ซึ่งโดยปกติแล้วชุดดังกล่าวนี้ออกแบบมา ให้ทำงานตามปกติ ได้ที่ความลึก 60 ฟุต |
![]() ลักษณะของชุดดำน้ำ ในอดีต |
พัฒนาการ
ในขั้นต่อมาของการดำน้ำ คือ ชุดดำน้ำแบบ ประดาน้ำหนัก (Deep-sea Diver) ในคริสต์ศตวรรษที่ 18 ในช่วงที่อังกฤษกำลังปฏิวัติอุตสหกรรม โดยส่วนใหญ่การดำน้ำเริ่มมีความเป็นพาณิชย์มากขึ้น มีการว่าจ้างที่เป็นระบบการเก็บกู้วัตถุมีค่าเช่น สมอเรือสินค้า ตลอดจน สินแร่ต่างๆใต้น้ำ จนกระทั่งวัตถุมีค่าต่างๆเหล่านี้ เริ่มหมดลง การดำน้ำจึงให้ผลตอบแทนที่ต่ำมาก ไม่คุ้มค่าเสี่ยง ดังนั้น เป้าหมายใหม่ ของการดำน้ำจึงเปลี่ยนไปเป็นการ เก็บกู้วัตถุมีค่าจากซากเรือจมแทน มีการพัฒนาการดำน้ำให้ลึกมากขึ้น เพื่อที่จะลงไปให้ ถึงซากเรือสินค้าที่จมอยู่ลึกลงไป ลักษณะของ ชุดดำน้ำจึงเป็นการออกแบบที่ซับซ้อนมากขึ้น มีการถ่วงน้ำหนักให้สามารถ ยืน หรือทรงตัว ใต้น้ำได้ดีขึ้น มีความสะดวกในการทำงาน และสามารถอยู่ได้เป็นเวลานานกว่า มีรายงานว่า ชุดลักษณะนี้ สามารถลงได้ลึกถึง 100 ฟุต |
|
ปลายศตวรรษที่
18
พัฒนาการทางการดำน้ำ มีความโดดเด่นและเริ่มเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ชุดดำน้ำ แบบ Augustus Siebe ได้รับการยอมรับและใช้ได้ผลอย่างแท้จริง ในปี ค.ศ.1828 มีการคิดค้น หมวกดำน้ำ หรือที่เรียกว่า Helmet สำเร็จ มีช่องมอง และมีท่อสำหรับ ต่อกับแหล่งจ่ายอากาศ จากบนบก ใช้ครอบลงไปบนศีรษะของนักดำน้ำโดยตรง อากาศจะไหลจากด้านบนลงไป สู่ตัวหมวก ส่วนอากาศที่เกินก็จะไหลออก ไปทางด้านล่างของหมวก บริเวณหัวไหล่ แต่ก็ยังมีข้อเสียที่ว่า หากนักดำน้ำล้มลง น้ำจะไหลเข้าไปในหมวกเร็วมาก ซึ่งเป็นอันตราย และได้มีการพิมพ์คู่มือการดำน้ำ ด้วยชุด Deane เป็นครั้งแรกของโลก อีกด้วย |
|
|
นักวิทยาศาสตร์เร่งทำการค้นคว้า
วิทยาการความรู้ เพื่อผลิตวัสดุอุปกรณ์ทางการดำน้ำ และ เรียนรู้เรื่องราวต่างๆ เพื่อให้การดำน้ำมีความ ปลอดภัยสูง ทั้งนี้ก็เพื่อ ตอบสนองหลากหลาย ภาระกิจทั้งทางการทหาร และทางการพาณิชย์ จากการค้นพบความจริงทางสรีรศาสตร์ ทำให้ ข้อสงสัยต่างๆที่มีมาแต่อดีตถูกไขความลับลงได้ โรคต่างๆที่ทุกคนหวาดกลัวเช่น โรคมึนเมาใต้น้ำ การเสียชีวิตแบบไร้สาเหตุ สามารถ อธิบายได้ในเชิง วิทยาศาสตร์ และสามารถป้องกัน แก้ไขได้ |
สู่ยุคสมัยใหม่
![]() |
อุปกรณ์การดำน้ำแบบใหม่
จึงถูกคิดค้นขึ้น ในช่วงแรก การผลิตมุ่งไปที่ภาระกิจทางการทหาร เป็นหลัก และ
ในยุคนี้เอง ชุดเกราะ (Armored Diving Suits) สำหรับดำน้ำลึกมาก จึงเกิดขึ้น ซึ่งสามารถลงได้ลึกถึง 700 ฟุต (ความดันภายใน 1 ATM) และเครื่องช่วยหาย ใจแบบใหม่ก็เกิดตามมา เช่น แบบ MK Vในปี 1905 ซึ่งโดยส่วนใหญ่ใช้อยู่ในภารกิจกู้ซากเรือ ของกองทัพ เรือสหรัฐ เช่น USS S-51 เป็นต้น หลักจากนั้นได้มีการ ปรับปรุงอุปกรณ์ช่วยหายใจต่อมาอีกหลายรุ่นด้วยกัน |
![]() |
กำเนิด
Scuba อุปกรณ์ต่างๆที่ถูกผลิตขึ้นในต้นยุค 1900 นี้ ส่วนใหญ่ขาดความคล่องตัวในการทำงาน ดังนั้น จึงมี นักประดิษฐ์หลายๆท่าน พยายามคิดค้นวิธีการอยู่ใต้น้ำได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาสายส่งอากาศ จากทางด้านบน และในที่สุด อปุกรณ์ดำน้ำแบบ Scuba จึงถือกำเนิดขึ้น ด้วยหลักการที่ว่า นักดำน้ำสามารถนำพาถังอากาศไปได้เอง พร้อมกับเตรื่อง ช่วยหายใจใต้น้ำ แบบต่างๆ เช่นระบบวงจรเปิดที่ปล่อยก๊าซออกสู่ระบบภายนอก ,ระบบวงจรปิด, ระบบผสมก๊าซ เป็นต้น จากนั้น จึงได้มีการคิดค้น ขวดเก็บอากาศแบบต่างๆ ตั้งแต่ รับแรงดันได้ 2000 Psi ไปจนถึง 3000 Psi อย่างในปัจจุบัน |
|
พัฒนาการล่าสุด
ในปัจจุบันการดำน้ำนอกจากจะใช้อยู่ในทางภารกิจแล้วยังมีประชาชนทั่วไป ที่ให้ ความสำคัญ และอยากจะเข้ามาสัมผัส กับการดำน้ำลึกมากขึ้น ดังนั้นในยุคนี้เอง สถาบันดำน้ำต่างๆจึงถือ กำเนิดขึ้นมากมาย มีการพัฒนา การเรียนการสอนที่ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น และเป็นที่มาของระบบการดำน้ำ แบบต่อเนื่อง(Saturation Diving) กล่าวคือสามารถลงดำน้ำได้หลายครั้งในหนึ่งวัน ตามที่ตารางกำหนด ไว้ให้โดยเริ่มมีการคิดค้นขึ้นครั้งแรกในหน่วยงานทหารก่อน คือ สำนักงานวิจัย และพัฒนากองทัพเรือ, หน่วยทดลองการป้องกันทุ่นระเบิด และคณะทำงานอาสาสมัครของ Dr.Bond ในสหรัฐอเมริกา และเพื่อดำเนินงาน ดังกล่าวให้สำเร็จผล จึงเกิดโครงการวิจัยสร้างยานทดลอง Sea Lab ขึ้นในครั้งนั้น |
|
![]() |
|
การดำน้ำ
ในหน่วยสงครามพิเศษ ของกองทัพเรือ
|
![]() |
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง
มนุษย์กบ หรือนักทำลายใต้น้ำจู่โจมได้ถือกำเนิดขึ้น เป็นครั้งแรกของโลก ภาระกิจสำคัญก็คือ เพื่อการทำลายเรือของ ข้าศึก และทุ่นระเบิด ที่วางเอาไว้บริเวณตามบริเวณแนวชายฝั่งนั้นเอง ซึ่งต่อๆมาก็ได้มีการพัฒนาขีดความสามารถ และยุทธวิธีให้ทันสมัยอยู่เสมอ ในระยะ แรกนั้น การลงมือปฏิบัติงานเป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจาก ระบบและอุปกรณ์เครื่องช่วยหายใจใต้น้ำมีข้อจำกัดใช้มากมาย เช่น ความลึก ความกดดัน และโรคต่างๆที่ตามมา จากการดำน้ำ เป็นผลให้การดำน้ำในยุคแรก เป็นไปในทางการ ทหารเท่านั้น และอเมริกาก็เป็นชาติแรกที่พัฒนาหน่วยงานดำน้ำนี้ |
![]() |
วันที่
9 มีนาคม พ.ศ.2496 กองทัพเรือไทยได้จัดส่ง นายทหารจำนวน 7 นาย ไปเข้ารับการฝึกหลักสูตรการดำน้ำ อย่างลับๆ ตามโครงการแลกเปลี่ยน ระหว่างกองทัพ ณ เกาะแห่งหนึ่ง ซึ่งต่อมาได้รับการเปิดเผยว่า คือเกาะ ไซปัน นายทหารดังกล่าวได้เข้ารับการฝึกในด้าน การทำลายใต้น้ำชั้นต้น และเมื่อเดิน ทางกลับมา ก็ได้ทำการฝึกอบรมนายทหารชุดใหม่จนจบหลักสูตร ได้รับการบรรจุเป็น นักทำลายใต้น้ำ จู่โจมรุ่นแรก เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ.2497 จำนวน 14 นาย และต่อมาได้มีการจัดส่งนายทหาร ไปรับการอบรม วิชาการทำลายใต้น้ำชั้นสูง จนกระทั่ง กองทัพเรือได้อนุมัติ ให้จัดตั้งหมวดทำลาย ใต้น้ำจู่โจม บก.กร. ขึ้นครั้งแรกในประเทศ ในปี 2498 และได้มีการพัฒนากำลังพลมาโดยตลอด จนในปัจจุบัน กองทัพเรือไทย มีหน่วย RECON และหน่วย SEAL เป็นกำลังรบ |
|
ภารกิจ
การดำน้ำในหน่วยงานทหาร นั้นแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ชัดเจน เช่น วิชาที่ว่าด้วยการ สำรวจหาด และการสำรวจพื้นที่ทางน้ำ เพื่อทำการสร้างแผนที่ และเก็บข้อมูลเกี่ยวกับความลึก ลักษณะพื้นทะเล และ รวมถึงซึ่งกีดขวาง ลักษณะคลื่นลม ตลอดจนถึง ภูมิประเทศหลังหาดด้วย |
![]() |
|
การปกป้อง
คุ้มครองแหล่งโบราณคดีใต้น้ำ
ในอดีตประเทศไทยเปิดการค้าขายเสรี ทางทะเลกับนานา ประเทศ จึงมีเรือสินค้าที่แวะเวียน เข้า-ออก ในบริเวณน่านน้ำไทยจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นชนิดของ เรือ สำเภา และเรือ กำปั่น เป็นต้น มีเรือหลายลำที่ต้องอับปางลงจากคลื่นลม และการชนกันกับแนวหิน ทำให้ สินค้าจำนวนมากที่บรรทุกมา จมลงจนกระทั่งวันเวลาผ่านไป หลายร้อยปี การเก็บกู้ สำรวจและขุดค้น จึง เริ่มขึ้น โดยความร่วมมือกันระหว่าง กองโบราณคดีใต้น้ำ กรมศิลปากร กับกองทัพเรือ |
|
|
|
|